คนที่ติดยาเสพติดส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมรับว่าตัวเองติดยาเสพติด แต่จะคิดว่าจะเลิกเสพเมื่อไหร่ก็ได้ นพ.สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึง เหตุการณ์หนุ่มไลฟ์ทำร้ายขู่ฆ่าแฟนสาว และตรวจพบสารแอมเฟตามีน หรือยาบ้าในร่างกาย ว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้คนทั่วไปได้เห็นเหตุการณ์จริงของภัยจากยาเสพติด

ซึ่งเมื่อเสพเข้าไปแล้วผู้เสพจะไม่สามรถควบคุมตัวเองได้ และคนทั่วไปหรือคนใกล้ชิดก็ไม่สามารถทำนายเหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ จึงย้ำเตือนประชาชนว่าเมื่อมีปัญหาเครียด ไม่สบายใจ อย่าพึ่งยาเสพติด เนื่องจากจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหา และอาจกลายเป็นผู้ป่วยโรคทางจิตได้ง่าย การใช้สารเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการทางจิตหรือเรียกว่าเกิด “ภาวะโรคร่วมจิตเวชสารเสพติด” ได้ เมื่อยาบ้าผ่านเข้าสู่สมอง จะมีผลทำให้สารสื่อนำประสาทหรือที่มีชื่อว่า “สารโดปามีน” ในสมองผิดปกติ เกิดอาการทางจิตแบบมีภาวะหวาดระแวง ได้แก่ อาการหลงผิด ประสาทหลอน หูแว่ว หวาดระแวง เช่น กลัวจะมีคนมาทำร้าย คนรักนอกใจ เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรง มีการทำร้ายตนเอง ทำร้ายบุคคลใกล้ชิด ดังเหตุการณ์ข่าวที่เกิดขึ้น ในปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เกิดจากการใช้ยาเสพติดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐสูงถึง 359,257 คน “คนที่ติดยาเสพติดส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมรับว่าตัวเองติดยาเสพติด แต่จะคิดว่าจะเลิกเสพเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากสมองได้ถูกทำลายไปแล้ว จึงจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาและสมองจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม” นพ.สมัยกล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth