สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยยิ่งนับวันก็ยิ่งแย่ลงอย่างต่อเนื่อง พบสถิติผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปีตรงกันข้ามกับที่ตั้งเป้าหมายไว้ในเรื่องของการลดจำนวนผู้ป่วยลง จึงถือเป็นปัญหาสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข โดยในบางส่วนยังพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างที่ควรจะเป็น ผศ. นพ. ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ สาขาวิชาโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูล

ว่า วัณโรคที่สำคัญที่สุดก็คือวัณโรคปอด เพราะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังคนรอบข้างได้มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ส่วนวัณโรคอื่นนอกจากปอด ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มปอด เป็นต้น อาการแสดงโรคขึ้นอยู่กับอวัยวะดังกล่าว การแพร่กระจายเชื้อไปยังคนรอบข้าง เกิดจากการไอ จาม โดยมีเชื้ออยู่ในเสมหะ หากผู้อื่นได้รับเชื้อวัณโรคที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมา อาจเกิดโรคได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรค 100% ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้รับเชื้อเพียง 10% เท่านั้นที่เกิดโรค แม้วัณโรคจะเป็นโรคติอต่อแต่การรับเชื้อก็ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเชื้อจะต้องเกิดโรคแน่นอน ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของผู้รับเชื้อ หากในขณะที่รับเชื้อภูมิต้านมีความอ่อนแอ เช่น ได้รับยากดภูมิ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีโอกาสเกิดโรคได้ รวมถึงสภาพแวดล้อมขณะรับเชื้อก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เช่น ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกจะมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าสถานที่โล่งแจ้ง เป็นต้น วิธีการสังเกตว่าอาการป่วยเป็นวัณโรคคือ มีอาการไอเรื้อรังชัดเจนนานเกิน 3 สัปดาห์ บางครั้งมีอาการอื่นประกอบ เช่น มีไข้ต่ำ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดศีรษะเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น ทั้งนี้ในการไอเรื้อรังนานเกิน 3 สัปดาห์บางครั้งก็อาจเป็นโรคอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โดยในส่วนของวัณโรคนั้นผู้ป่วยควรตระหนักไว้เสมอว่าเป็นโรคติดต่อที่ส่งผลต่อคนรอบข้างได้ จึงควรเข้ารับการรักษาเพื่อตนเองและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth